ซื้อ-ขาย หุ้น
ผมนั่งอ่านหนังสือ คัมภีร์หุ้น เล่ม 1 ของ โสภณ ด่านศิริกุล เค้าบอกว่า การซื้อ หุ้นก็เหมือนเราซื้อกิจการ
เราอยากเปิดร้านขายของแห้งเล็กๆ ถ้าเด็กศิลปากร ก็นึกถึง ร้านวิภา แถวๆอาร์ตนะครับ
แต่เราไม่มีเงินซื้อ ทำเลที่ขาย หรือไม่มีเงิน ซื้อของมาขาย เราก็ซื้อ 7-11 ซะสิ แต่ว่าจะเปิด 7-11 ได้ก็ใช้เงินอีกแล้วทำไมเราไม่ซื้อ กิจการ 7-11 ทางอ้อมล่ะ ก็ซื้อหุ้น CPALL ซะเลย
ง่ายดีมั้ยครับ เท่านี้เราก็เหมือนเป็นเจ้าของกิจการแล้ว
ในตลาดหุ้น บริษัทเข้ามาก็เพราะอยากได้เงินเพิ่มทุนเพื่อเอาไป ลงทุนขยายกิจการ ใครจะมีเงินเก็บเป็น แสนๆล้านได้ หรือขายอะไรได้เป็นแสนๆล้านด้วยตัวคนเดียว คงไม่มี ก็ต้องระดมเงินทุนเพื่อ เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจตัวเอง
เค้าเลยเข้ามาตลาดทุน เพื่อขายหุ้นให้กับ คนที่สนใจในกิจการเค้า แล้วเค้าก็เอาเงินที่ได้มาจากการแลกหุ้น ไปลงทุนเพิ่ม
ถ้ากิจการไปได้สวย หุ้นตัวนี้ก็จะมีคนสนใจมาก ได้กำไรปีละเป็น 100% เนี่ยะ เท่ากับว่า บริษัทลงทุนไป 100 บาท สิ้นปี ได้มา 200 บาท ใครจะไม่สนใจบ้างครับ
ก็เท่านั้น คนก็เลยต้องการซื้อมากขึ้น ราคาหุ้นที่เมื่อปีที่แล้วขายที่ 1 บาท เลยเพิ่มเป็น 2 บาท เพราะอะไร
ก็เพราะว่า คนอยากซื้อ 2 คน แต่มีหุ้นเดียว แถมแยกหุ้นออกเป็น 2 ส่วน ไม่ได้ด้วย ก็เลยต้องขายให้กับคนที่ให้ราคาสูงกว่า
นาย A ให้ 1 บาท แต่นาง B ให้ 2 บาท ถ้าคุณมีหุ้นตัวนี้อยู่ 1 หุ้น คุณจะขายให้ใคร
ถ้าให้นาย A เพราะเห็นเป็นเพื่อนกันมานานก็สุดแต่จะแสดงน้ำใจครับ
แต่เป็นผม ให้นาง B นะครับ ได้กำไร 100%
มันเป็นหลักของ ความต้องการซื้อ และ ขาย
ในตลาดก็จะเห็น Bid-Offer
แล้วแบบนี้ ผมมีเงิน จะซื้อหุ้น ผมจะซื้อยังไง ตั้งราคาซื้อใช่มั้ย?
ก็ใช่ครับ สมมติราคาหุ้น CPALL ตอนนี้ที่ 40.00 บาทคือราคาล่าสุดที่มีการซื้อ-ขาย กันเมื่อวาน
วันนี้เปิดตลาดมาก็มีคนเสนอซื้อ-ขายแบบนี้
Bid 40.00 – Offer 40.25
มีคนเสนอซื้อเข้าคิวที่ 40.00 บาท และมีคนเข้าคิวต้องการขาย ที่ 40.25 บาท
ถ้าคุณอยากได้หุ้น คุณไปเข้าคิวที่ 40.00 บาท ไปต่อแถวเข้าซื้อ
เหมือนซื้อ iPhone ตอนออกใหม่ๆน่ะครับ จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ ติ๊ต่างว่า 20000 บาท
ไปเข้าคิวจองที่มาบุญครอง พอไปถึง คนรอต่อคิวมาแล้ว 1000 คน แต่ร้านนี้มีแค่ 100 เครื่อง
ถ้าคุณเป็นคนขาย คุณจะขาย เครื่องละ 20000 บาท หรือคุณจะบอกว่า เอ้าใครให้ราคามากกว่านี้ แซงคิวขึ้นมาได้เลย!!!
เป็นผมอยากได้ มีตัง หล่อ และไม่อยากยืนรอ ก็เดิมไปด้านหน้าและควักให้เค้า 25000 บาท แล้วรับเครื่อง เพราะ ถ้ามี 100 เครื่อง รอเข้าคิวตามราคา 20000 คงไม่ได้แน่
เช่นเดียวกัน ถ้า iPhone4 ออกมา แล้วคนเข้าคิวรอ 1000 คน ราคา 20000 บาท แต่ iPhone3 ไม่มีคนเข้าคิวรอเลย เพราะคนอยากได้ของใหม่มาก
คุณไปซื้อ iPhone3 ก็ได้เลยครับที่ราคาซัก 10000 บาท พ่อค้าขาดทุนไป 10000 บาทเพราะสั่งมาแล้วไม่มีคนซื้อ
ครั้นจะขายเท่าราคาทุนเท่า iPhone4 ก็กลัวจะไม่มีคนซื้อเลย เพราะเก่ากว่า แถมถ้าปล่อยเวลานานไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นขยะอีก ก็เลยลดราคาซะ
ซึ่งตอนนั้นอาจจะยังไม่มีคนซื้อก็ได้ iPhone3 เนี่ยะ เพราะเพิ่มเงินอีกเท่าตัว แต่เจ๋งกว่าเยอะ(สมมตินะ ไม่มี iPhone เลยไม่รู้)
คุณก็เลย ไปที่ร้านบอก ขอ 5000 ได้มั้ย พ่อค้าอาจจะ ไล่กลับมาในวันแรก
แต่วันที่สองก็ถามอีก สามถามอีก จน ครึ่งปี iPhone5 จะออกแล้ว คุณไปถามอีก แต่คราวนี้เล่นตัวหน่อย บอกขอ 3000 พอ
พ่อค้า ยิ้มให้และรีบขายทันที เพราะมันจะตกรุ่นไปไกลแล้ว
นั่นแหล่ะครับ ก็เหมือนกัน ถ้า CPALL ตอนนั้น คนชอบ อยากได้เพราะตอนนั้น 7-11 เอา โดม-ปกรณ์ลัม มายืนขายที่เคาเตอร์ คนอาจจะอยากซื้อของเยอะ กำไรน่าจะดี
พอกำไรน่าจะดี คนก็เลย อยากได้หุ้น CPALL เยอะ เพราะคงได้ปันผลสูง จากกำไรที่เพิ่มขึ้น
ก็เลยมีหนุ่มรูปงาม บ้านรวย มาซื้อหุ้นที่ 40.25 เพราะขี้เกียจรอต่อคิวที่ 40.00 ทีนี้
ราคาก็จะเป็น
Bid 40.25 – Offer 40.50 แล้วเพราะ คนที่มี CPALL อยู่เห็นว่า 40.25 ยังไงก็มีคนซื้อแน่ๆ งั้นเพิ่มอีกหน่อยดีกว่า
ก็เท่านี้ครับ มันมีแค่นั้นจริงๆ