Musashi ชนะ Kojiro เพราะมาสาย

เพื่อความสมานฉันท์ และ พอเพียง

นับถอยหลัง อชิคางะ

with 3 comments

ช่างน่าเสียดาย กับความยิ่งใหญ่ ของตระกูล อชิคางะ เป็นอย่างยิ่ง ตระกูลซึ่งถือเป็น สัญลักษณ์ แห่งความกล้าหาญ และแบบฉบับของนักรบ บนหลังม้าผู้เจนสงคราม ปราบปรามแดนเถื่อน

Ashikaga Takauji

Ashikaga Takauji

ภาพของ โชกุน ทาคาอุจิ นักรบผู้กล้าหาญ ของ อชิคางะ

ในวัน ที่สงคราม โอนิน สิ้นสุดลง ก็เสมือนเป็นวันเริ่ม แห่งความหวังของเหล่า ไดเมียว ทั่วแ่ว่นแคว้น

เหล่า ไดเมียว ทั่วหล้า ต่างเฝ้าดู สังเกตุสถานการณ์ สงคราม โอนิน อย่างไม่วางตา

สายลับ นินจา ชิโนบิ ของแ่ต่ละตระกูล ถูกส่งไป ยังเกียวโต อย่างไม่ขาดสาย

ว่ากันว่า เส้นทาง รอยเท้า ของชาวบ้านในเวลานั้น ดูจางกว่าปกติมาก

คงเป็นเพราะ ผู้ที่สัญจรนั้น ไม่ใช่ชาวนา หรือ คนธรรมดา แต่เป็น บรรดา นินจา ของไดเมียว ทั้งหลายก็เป็นได้

ว่ากันว่า หมู่บ้าน หลายแห่ง ของแคว้น อิงะ ต่างถูกมอบ บรรดาศักดิ์ให้มากมาย

อย่างเช่น ตระกูล ฮัตโตริ อันโด่งดัง ก็ถูก ตระกูล มัตสึไดระ แห่ง มิคาวะ ดึงไปเป็นพวก ในตอนนี้เอง

ญี่ปุ่นในขณะนั้น ตามแต่ละภูมิภาค จะมีไดเมียว ปกครองอยู่ แต่ ส่งส่วยให้กับ ตระกูลอชิคางะ ที่อยู่เกียวโต

ในช่วงเวลา ต่างๆ แต่ละตระกูล ก็มีการรบ พุ่งกันตามชายแดน ของตระกูล ตัวเองอย่างไม่ขาดสายอยู่ เป็นปกติ หากแต่ เมื่อสงคราม โอนิน เริ่มและสิ้นสุด

เป้าหมายของแต่ละตระกูล กลับไม่ใช่เพียง เดินแดนเพื่อนบ้าน 10 หรือ 100 กิโล แล้วแต่กลับเป็น เกาะญี่ปุ่น ทั้งหมด

ตระกูลใหญ่ที่พอจะ นับว่ามีสิทธิ์ ครอบครองใต้หล้า ตั้งตนเป็น โชกุนผู้ปราบแดนเถื่อน(เซอิ-ไท โชกุน) ก็เห็นจะไม่พ้น

  • อิมางาวะ (Imagawa)
  • โอดะ (Oda)
  • ทาเคดะ (Takeda)
  • อุเอะสึงิ (Uesugi)
  • โฮโจ (Hojo)
  • โมริ (Mori)

sengoku map

sengoku map

แผนที่ ยุค เซนโกกุ ละเขตปกครองของแต่ละตระกูล

ในสภาวะที่ไร้อำนาจของ อชิคางะ เหล่าบรรดาไดเมียวดูเหมือนจะ ขยายอำนาจของตัวเอง เรื่อยๆ

โดยดูจาก ตระกูลโฮโจ ได้สร้างปราสาทอันยิ่งใหญ่ของตนเองซึ่งเป็นการแสดงอำนาจ และบารมี ของตนเอง ในปี 1493 โดยเหมือน กับเป็นการตอกย้ำ ความอ่อนแอของโชกุน

มันแสดงให้เห็น อำนาจเหนือเขตปกครอง แถบคันโต ของตระกูล โฮโจ ซึ่งนำโดย โฮโจ โซอัน

หรือการ งดเว้น การส่งส่วย ให้กับ อชิคางะ ของตระกูล โมริ ก็ยิ่งทำให้ ภาพความอ่อนแอของ อชิคางะ ชัดเจนยิ่งขึ้น

และไม่นานนัก ตระกูลต่างๆ ที่อยู่ห่างไกล เช่น ทาเคดะ , อิมางาวะ , อุเอสึงิ , หรือ โฮโจ ก็ต่างหันหลังให้กับ ความภักดี ต่อ โชกุนที่อ่อนแอ ของพวกเขา

ในที่สุด เมื่อเงินไม่มีพอ จะเลี้ยงดูกำลังทหาร ส่วนที่เหลือในคงคลัง กลับหมดไปกับ ศิลปะอันเพลิดเพลินของโชกุนคนก่อน โยชิมาสะ ยิ่งทำให้ อำนาจของ อชิคางะ หลุดลอยไปในอากาศ แบบไม่มีทาง คว้ากลับมาได้ ตลอดกาล

ภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ ที่ทำลายล้าง ญี่ปุ่น อย่างแผ่นดินไหว ยังช่วยเร่งปฏิกิริยา ของเหล่า ไดเมียว ให้รีบกระด้างกระเดืองต่อ อชิคางะ อีกด้วย ในขณะที่ ประชาชนก็หมดศรัทธา ต่อ อำนาจโชกุนของ อชิคางะ ไปด้วยความยากลำบาก ที่ต้องเผชิญ เองโดยไม่มีความช่วยเหลือใดๆ จากผู้นำสูงสุดของพวกเขา

ตระกูลแรกที่ดูเหมือนจะ ต้องการล้มล้างอำนาจโชกุนอย่างเปิดเผย ดูเหมือนจะเป็น ตระกูล อิมางาวะ แห่ง ซุรุงะ ซึ่งนำโดย อิมางาวะ โยชิโมโตะ ผู้สืบเชื้อสายมาจาก จักรพรรดิ์ญี่ปุ่น ทำให้เขาและตระกูล มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะล้มล้าง อชิคางะ และขึ้นเป็น โชกุนเสียเอง

อิมางาวะ เคลื่อนทัพในปี 1559 เพื่อเข้ายึดครองโตเกียว โดยไม่ต้องห่วงว่า โฮโจ ศัตรูคู่แค้น จะแว้งกัด เพราะมีพันธมิตร ที่เข้มแข็งอย่าง ทาเคดะ แห่ง คาอิ คอยตรึงกำลังให้

กองทัพ อันยิ่งใหญ่ของ อิมางาวะ ได้เริ่มเคลื่อนพลแล้ว ญี่ปุ่นกำลังจะเปลี่ยนแปลง เส้นทางมุ่งสู่ เกียวโต ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรืออาจจะเป็น หายนะของตระกูล ซึ่งปกครองดินแดนอันเป็นทางผ่านสู่อำนาจ

อิมางาวะ โยชิโมโตะ เคลื่อนทัพเข้าเหยียบ ดินแดนของ โอดะ แล้ว…

Written by kojiro540

มีนาคม 24, 2009 at 1:04 pm

บันทึกโพสใน Japanese History

เริ่มต้นกลียุค สงครามโอนิน

with 2 comments

ถ้าหากจะพูดถึง ยุคที่เท่ห์ และมีเสน่ห์ที่สุดของ จีนก็คงต้องบอกว่า ยุค 3 ก๊ก

แต่สำหรับซามูไร ยุคที่ควรกล่าวถึงยุคหนึ่งก็คือ ยุคสงครามกลางเมือง หรือ เซนโกกุจินได

เซนโกกุจินได นั้นขอเรียกสั้นๆว่า ยุคเซนโกกุ เป็นยุคที่ขุนศึกต่างแย่งกันมีอำนาจ ครอบครองประเทศ

สงครามโอนิน จุดเริ่มแห่งยุคเซนโกกุ

ในวันที่ โชกุน อชิคางะ โยชิมาสะ ผู้ซึ่งเป็นผู้ปกครองประเทศญี่ปุ่น รุ่นที่ 8 ของตระกูล อชิคางะ เกิดความคิดว่าอยากจะสละอำนาจ เพื่อไปทุ่มเทเวลาให้กับ การชงชา ศิลปะการฟ้อนรำ การปั้นเครื่องปั้นดินเผา และ เล่นโกะริมน้ำ

ashikaga_yoshimasaรูป โยชิมาสะ

แต่ด้วยความที่ไม่มีทายาทสืบสกุล กับเมียที่ชื่อ โทมิโกะ ทำให้ท่านโชกุน แต่งตั้ง น้องชายของตนซึ่งบวชเป็นพระ ชื่อ โยชิมิ ขึ้นมาเป็นรัชทายาท

แต่ด้วยความที่โชคชะตาเล่นตลก โชิมาสะกับ โทมิโกะ ได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขันให้กำเนิด ทารกเพศชาย ผู้ที่จะสามารถมาเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังได้ในที่สุด

และแล้วเรื่องทุกอย่างก็เป็นอย่างที่ทุกๆ คนรู้ๆกันอยู่ เกิดการแย่งชิงอำนาจ ของผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่าย คือฝ่าย รัชทายาทคือ ฝ่ายของ โยชิมิ และ ฝ่ายผู้ที่สนับสนุน รัชทายาทโดยกฏหมาย ฝ่ายของ ลูกชายโยชิมาสะ

ฝ่ายของ โยชิมิ นั้นได้ ยามานะ โซเซน พระนักรบผู้มีอำนาจสูงลิ่วในเกียวโต ให้การสนับสนุน ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็น 1 ใน 3 ของตระกูล หัวหน้าพ่อบ้านของ อชิคางะ เองนั่นคือ โฮโซกาวะ คัตสึโมโตะ ทั้งยังเป็นลูกบุญธรรมของ ยามานะ โซเซน อีกตะหาก

img_07_katsumotoรูปปั้น คัตสึโมโตะ

ยามานะ โซเซน ได้กำลังเสริมจากขุนศึกเฒ่า ผู้ทะเยอทะยาน โออุจิ มาซาฮิโร่

ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างดูเชิงและกดดันกันด้วยการเคลื่อนย้ายกำลังพล ไปโน้น ไปนี่ จนทำให้เกิดความอึดอัดทั้ง เกียวโต แต่แล้ว วันเริ่มต้นก็เกิดขึ้น เมื่อกลางดึกคืนหนึ่งของ เดือนกันยายน ปี 1467 คฤหาส ของ โฮโซกาวะ คัตสึโมโตะ ถูกลอบวางเพลิงโดยจับตัวผู้ร้ายไม่ได้ สงครามจึงเปิดฉากขึ้น

สงครามระหว่าง พ่อบุญธรรม ผู้เป็นพระ กับ ลูกบุญธรรม ที่ทะเลาะกันด้วยเรื่องของชาวบ้านก็เกิดขึ้น ประเมินกำลังกันแล้ว ฝ่าย พ่อ มีประมาณ 85,000 นาย บวกกับ โออุจิ มาซาฮิโร่ อีก 20,000 นาย ก็เป็น 105,000 นาย ส่วนฝ่ายของ ลูกมีประมาณ 80,000 นาย เป็นการรบที่ยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร

ชื่อการรบนี้ เรียกว่า สงคราม โอนิน เนื่องมาจาก เกิดขึ้นในปี โอนินที่ 1

โฮโซกาวะ เชื่อว่า มือดีที่ เผาบ้านของเขาคือฝ่าย โซเซน ดังนั้น เขาจึงตอบโต้ด้วย การเผาทำลายท่าเรือส่งเบียงของ โซเซน โดยอ้างว่า ฝ่าย โซเซน จะทำการยกพล ขึ้นท่าเรือนี้ เพื่อทำการโจมตี พระราชวังของจักรพรรดิ์ทสึจิมิคาโดะ โฮโซกาวะ ใช้ความจงรักภักดี ที่มีต่อ จักรพรรดิ์ทสึจิมิคาโดะ และกล่าวหาว่า พวกโซเซนนั้นเป็นพวกนอกรีต ไม่เคารพต่อสายเลือดแห่งพระเจ้า

จักรพรรดิ์ทสึจิมิคาโดะ และ อดีตจักรพรรดิ์ ฮานะโซโนะ สละราชสมบัติ จึงได้ เสด็จ จากพระราชวัง ไปพำนักที่เขตบัญชาการของโชกุน ซึ่งถือว่าฐานอำนาจของ โฮโซกาวะ ณ ขณะนั้น เพื่อความปลอดภัยจากการโจมตีของ โซเซน

ในสิ้นเดือนแห่งความโกลาหลนั้น เหล่าผู้สนับสนุน โฮโซกาวะ ได้เผาบ้านของ โซเซน เพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับบ้านของ โฮโซกาวะ ทางด้าน โซเซนจึงตอบโต้กลับด้วยการ สังหารหมู่อย่างเหี้ยมโหด กับเหล่าบรรดา ชาวเมืองทางเหนือ ของเกียวโต ซึ่งเป็นฐานเสียงของ โฮโซกาวะ และเผาทำลายบ้านเรือนจนสิ้นซาก นักประวัติศาสตร์ ได้กล่าวว่า ความเสียหายราวกับ สงครามโลก ครั้งที่ 1 เลยทีเดียว

โฮโซกาวะ นั้นดูจะเป็นรองอยู่มาก แต่ก็ได้ดึงประชาชนส่วนใหญ่ให้สนับสนุนเขาด้วยการ บอกให้ โชกุนและจักรพรรดิ์ ประกาศว่าทาง โซเซน นั้นเป็นกบฏ แต่สถานการณ์ความรุนแรงก็ไม่ดีขึ้น และยังมีการสู้รบกันอย่างต่อเนื่องมาอีกหลายปี

ขุนศึกตระกูลต่างๆ บริเวณรอบเกียวโตและภาคกลาง ต่างเข้ารวมในสงครามของทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าในปี 1473 โซเซนและ คัตสึโมโตะ จะเสียชีวิตในสงครามไปแล้วก็ตาม สงครามก็ไม่มี ทีท่าว่าจะยุติลงได้

และในปีเดียวกับที่ โซเซน และ คัตสึโมโตะ พลีชีพ ในสงคราม โชกุน โยชิมาสะ ที่แม้ว่าอยู่ในกลียุค แต่ก็ไม่วายจะ เสริมความสุขด้วยการ ชงชา ดีดพิณ และปั้นงานศิลปะ ก็ตัดสินใจ สละตำแหน่ง โชกุนให้กับลูก ของเขา โยชิฮิสะ

ด้วยแรงกดดัน ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นกบฏของฝ่าย โซเซน จากฝ่าย โฮโซกาวะ ทำให้ มาซาฮิโระ ขุนศึกผู้สืบสานเจตนารมณ์ของโซเซน ตัดสินใจ ถอนกำลังทั้งหมดออกจากเกียวโต ในปี 1677

เป็นอันว่า สงครามโอนิน กินเวลา 10 ปีพอดิพอดี

นี่คือในแง่ทฤษฏี

แม้ว่า สงคราม โอนิน จะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่มันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของ ยุคเซนโกกุ สงครามกลางเมือง ของเหล่าขุนศึกยาวนานกว่า 130 ปีต่อมา

จากการทำสงครามแย่งชิงตำแหน่ง โชกุน ของ 2 ฝ่าย แต่โชกุน อชิคางะ โยชิมาสะ กลับไม่สามารถ แก้ปัญหาคาวมรุนแรงได้เลยซักอย่าง เพราะถึงแม้ว่าจะเกิดสงคราม แต่โชกุนเองกลับ ยังเพลิดเพลินกับ รสชา และรูปทรงของเครื่ืองปั้นดินเผา ทำให้เหล่าขุนศึกตามท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศ พากันลุกขึ้น ต่อสู้เพื่อแย่งชิงกันเป็นใหญ่ ทำให้เกิด ยุคเซนโกกุขึ้นมา

***********แก้ไข ข้อมูลให้ถูกต้อง และเพิ่มเติม ครับ*************

เพิ่มเติม : ญี่ปุ่นจะเรียกปี ตามชื่อ จักรพรรดิ์เสวยราช อย่าง ปีโอนิน ที่ 1 ก็คือ ปีแรกของการครองราชของจักรพรรดิ์ โอนิน นั่นเอง
กลุ่มพระนักรบนั้นจะถูกเรียกว่า อิคโค-อิคคิ ซึ่งหมายถึง รวมเอาพระนักรบ และ ชาวนาที่ศรัทธา ในศาสนา เข้าไปด้วย โดยการออกรบของพวกนี้ จะไม่กลัวตายในสนามรบ โดยแทบจะไม่มีเสื้อเกราะสวมใส่ มีเพียงหัวใจ ที่ศรัทธาในศาสนา โดยเชื่อว่า การตายในสนามรบจะได้ขึ้นสวรรค์ เวลาออกรบ พวกนี้จะเดินไปสวดมนต์ ไปด้วย
ในยุคของการแก่งแย่งอำนาจ จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองนั้น ก่อกำเนิน นักดาบและนักสู้ที่ยอดเยี่ยมหลายต่อหลายคน เช่นในยุคต้นของเซนโกกุ(อาจรวมสงครามโอนิน) ก็จะมี ทสึงาฮาระ โบคุเดน, คามิอิสึมิ อิเซะโนะคามิ ฮิเดทสึนะ (ความจริง รู้จักแค่นี้ ^_^)

Written by kojiro540

มีนาคม 19, 2009 at 5:39 pm

บันทึกโพสใน Japanese History

บอกกล่าว

leave a comment »

สวัสดีครับ

ขออภัยก่อนเลยนะครับว่า เรื่อง ถ่ายภาพผมขอพักไว้ก่อน

งานเยอะ เรื่องเยอะ เลยไม่มีเวลา ทำภาพประกอบเลย ผมเลยขอถือโอกาสนี้ พักไว้ก่อน

เรื่องที่จะมาแทรก จะเป็นเรื่อง ประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่น และ ประวัติศาสตร์ นักดาบ และ ขุนศึกสำคัญ ของญี่ปุ่นนะครับ ที่เป็นความรู้ที่เกิดจากความสนใจ ขอตัวเอง

ก็แค่นั้น ขอบคุณครับ

Written by kojiro540

มีนาคม 19, 2009 at 1:31 pm

บันทึกโพสใน Blah Blah Blah ...

[Photograph] Intro the Shutter

leave a comment »

เรารู้แล้วว่า ปัจจัย ในการควบคุมแสงมี 3 สิ่งก็คือ

  • Shutter Speed
  • Aperture
  • ISO

วันนี้ขอพูดเรื่อง Shutter Speed ก่อนนะครับ

อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่า มันคือความเร็วในการ เปิด-ปิด การรับแสงเข้า Image Sensor ขอยกภาพตัวอย่างนะครับ

เริ่มแรก

m_1

ตอนนี้ ยังไม่เกิดอะไรขี้น เราเห็นกระจกสะท้อนสำหรับให้เราเห็นภาพในช่องมองภาพ ยังปิดอยู่นะครับ

ตามมาด้วย เมื่อเรากดถ่ายภาพ

1

สิ่งที่เห็นในภาพก็คือ ม่านชัตเตอร์นะครับ กระจกได้ยกตัวขึ้นไปแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมหลีกทางให้กับแสงที่กำัลังจะเข้า Image Sensor

ต่อมา ม่านชัตเตอร์ เลื่อนลง ถึงครึ่งทาง

21

เห็นว่า ม่านชัตเตอร์เปิดแล้วนะครับ ในภาพเลื่อนลงครับ ถึงครึ่งทางเราจะเห็น Image Sensor อยู่ด้านใน

Image Sensor ครับ

3

เราจะเห็น Image Sensor นะครับเพราะม่านชัตเตอร์ได้เลื่อนลงมาสุดแล้ว ตอนนี้ Image Sensor ก็จะรับแสง ไปครับ จนกว่าม่านชัตเตอร์ด้านบนจะเลื่อนลงมาปิด

ม่าน Shutter เลื่อนมาปิด

4

เห็นว่า ม่านชัตเตอร์ด้านบน เลื่อนลงมาปิดแล้วนะครับ อย่าสับสน เพราะ ม่านชัตเตอร์จะมี 2 ชุดครับ ด้านบนและล่าง ล่างเปิด-บนปิด แค่นั้นเอง

เรียบร้อย

5

ปิดสมบูรณ์ เดี๋ยว กระจกก็ดีดกลับมาเหมือนตอนแรกครับ ช่วงที่กระจกดีดขึ้น ม่านชัตเตอร์ เปิด-ปิด Image Sensor รับแสง เราจะมองไม่เห็นภาพจาก ช่องมองภาพนะครับ จนกว่า กระจกจะกลัีบมาโน้นแหล่ะ ^_^

หวังว่าจะพอเข้าใจการทำงานของ Shutter มากขึ้นนะครับ

เอาไว้แค่นี้ก่อน ครั้งหน้าจะพูดถึง Speed Shutter ว่าไม่ได้มีแค่เพียงตัวเลขครับ

ป.ล. รอผมทำรูปทดสอบมาก่อน ^_^

Written by kojiro540

มีนาคม 4, 2009 at 5:36 pm

บันทึกโพสใน Photography

[Photograph] Ambient Light Control #1

leave a comment »

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้ง หลายๆคนคงคิดว่า “เมิงหายไปอีกแล้ว แสรดดด”

ไม่ครับไม่หาย ฝนตก ขี้ไม่ออก แฟนทิ้ง หญิงไม่รับรัก ผมก็ไม่หาย แต่แค่ อาจจะไม่ได้กำหนดเวลา ที่แน่นอนแค่นั้นเอง

งั้นวันนี้ ขออธิบายเรื่อง Shutter Speed กับ Aperture ละกันครับ

อย่างที่ทราบๆว่า Shutter Speed คือระยะเวลาแสงเข้ากล้อง มาเขียนภาพบน Sensor ถ้าเวลานานแสงก็เข้ามามากเหมือนกับ เวลาเราจ้องแสงอาทิตย์นานๆ นั่นแหล่ะครับ แสงมันเข้าตา มาก คงแสบตา หรือว่า กลางคืนมืดๆ ก็ต้องมองนานๆ กว่าจะรู้ว่า เป็นวัตถุอะไรในที่ืมืด

ส่วน Aperture ก็คือ ขนาดของประตู ที่ไว้ควบคุมปริมาณแสง เมื่อ ระยะเวลาหนึ่งๆ ก็เช่นกัน เวลาเรา มองดวงอาทิตย์เราก็ต้อง หรี่ตา เพราะแสบตา หากเบิกตากว้างๆ ตาก็อาจจะบอด ลองคิดแบบนี้เทียบกันดู

มีอีกอย่างที่เป็นหลัก ให้แสงวาดภาพ ก็คือ ค่าความไวแสง เป็นค่าที่ทำให้กล้อง ไวต่อแสง ได้ จะเปรียบเทียบคงเหมือนกับ ประสิทธิภาพของตาคนเราแหล่ะครับ บางคนตาดี เห็นแสงแป๊ป ก็มองออกแล้ว บางคนตาบอดกลางคืน มองไม่ค่อยเห็น ต้องการแสงเยอะ เพราะตาไม่ค่อย ไวต่อแสง

เจ้าตัวนี้เค้าเรียกว่า ISO ครับ ชื่อเต็มจำไม่ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ครับ ISO ยิ่งมีค่ามาก จะยิ่งทำให้ ความไวต่อแสงมีมาก แสงเข้ามาเพียงเล็กน้อย ก็สามารถวาดแสงได้ สว่างกว่า หากเทียบกับ ISO ที่มีค่าต่ำ

เพียงแต่ว่า ISO ยิ่งสูง จะยิ่งทำให้คุณภาพของภาพนั้นต่ำลง ภาพไม่คมบ้างล่ะ สีสันไม่อิ่มตัวบ้างหล่ะ บางครั้ง หากใช้สูงเกิน และกล้องก็ไม่ดีพอที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้ ก็มีสีเพี้ยนกันไปเลยก็มีนะครับ

เราควรใช้ ISO ต่ำๆเสมอไปหรอ ก็ไม่เกี่ยวครับ บางสถานการณ์อยากถ่ายได้เร็ว ในสภาพแสงน้อย ก็คงต้องใช้ ISO สูงให้ได้ภาพ แต่คุณภาพต่ำ ดีกว่า ไม่ได้ภาพ

หรือบางครั้งต้องการภาพเนี๊ยบๆ ก็ใช้ ISO ต่ำๆ ให้คุณภาพของภาพสูง

ขอเบื้องต้นแค่นี้ก่อน คราวหน้าจะขยายความต่อเรื่อง Ambient Light ที่ทำให้เกิดภาพ และ ค่าต่างๆของ Shutter Speed , Aperture , ISO ครับ

3 สิ่งนี้ครับ ที่เป็นการควบคุมแสง ธรรมชาติ ที่เข้ามาในกล้องเรา อย่าลืม!!!

Written by kojiro540

มีนาคม 2, 2009 at 1:11 pm

บันทึกโพสใน Photography