กฎ 10 ข้อในการอยู่รอดและการลงทุนด้วย การวิเคราะห์ทางเทคนิค
ที่มาของบทความนี้ ผมคัดลอกมาจาก http://www.investorchart.com
ผมโพสไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ และข้อคิดก่อนการ Trade แต่ละครั้งนะครับ
—————————————————————————————————-
กฎ ทั้ง10 ข้อนี้ เป็นหลักการสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับการลงทุน เพราะหากไม่มีหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็จะไม่สามารถกำหนดการซื้อขายที่เป็นรูปแบบได้ ซึ่งในกฎเหล่านี้จะพูดถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม , หาจุดกลับตัว, ติดตามค่าเฉลี่ย, มองหาสัญญาณเตือน และอื่นๆ
หากท่านสามารถเข้าใจและปฎิบัติตามหลักการเหล่านี้ได้ผมเชื่อว่าท่าน ก็สามารถเอาตัวรอด ด้วยการลงทุนโดยใช้หลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้ครับ
1. ดูแนวโน้ม
เรียนรู้ชาร์ตในระยะยาว โดยเริ่มการวิเคราะห์ชาร์ตในระดับเดือนและสัปดาห์ ของช่วงเวลาหลายๆปี การดูชาร์ตในระดับของช่วงเวลาที่กว้างขึ้นจะทำให้สามารถมองเป็นแนวโน้มของตลาดในระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น เมื่อทราบถึงแนวโน้มระยะยาวแล้ว จึงจะดูชาร์ตในระดับวันและนาที การดูแนวโน้มในช่วงสั้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ถึงแม้ว่าคุณจะลงทุนในระยะสั้น คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหากคุณลงทุนในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะกลางและยาว
2. วิเคราะห์และไปตามแนวโน้ม
แนวโน้มของตลาดมีหลายช่วงเวลา ระยะยาว ระยะกลาง และระยะสั้น สิ่งแรกคือ คุณต้องรู้ว่าคุณจะลงทุนในระยะเวลาเท่าใด และวิเคราะห์ชาร์ตของช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยที่คุณต้องแน่ใจว่าคุณลงทุนไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะเวลานั้นๆ ซื้อเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาขึ้น และขายเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาลง หากคุณลงทุนในระยะกลาง ให้ใช้ชาร์ตในระดับวันและสัปดาห์ ถ้าคุณลงทุนระยะสั้น ให้ใช้ชาร์ตระดับวันและรายนาที อย่างไรก็ตาม ในแต่ละกรณี ให้ดูแนวโน้มของช่วงเวลาที่ยาวขึ้น และใช้ชาร์ตของช่วงเวลาที่สั้นลงในการหาจุดที่จะเข้าซื้อ-ขาย
3. หาจุดสูงสุดและต่ำสุด
วิเคราะห์แนวรับและแนวต้าน จุดที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อก็คือจุดใกล้แนวรับซึ่งมักจะเป็นจุดต่ำสุดของรอบการซื้อขายที่แล้ว จุดที่ดีที่สุดสำหรับการขายก็คือจุดที่ใกล้แนวต้าน ซึ่งมักจะเป็นจุดสูงสุดของรอบการซื้อขายที่แล้ว หากมีการเคลื่อนผ่านแนวต้าน แนวต้านนั้นจะกลายเป็นแนวรับสำหรับการปรับตัวลดลง อีกนัยหนึ่ง จุดสูงสุดเดิมกลายเป็นจุดสูงสุดใหม่ และเช่นเดียวกัน ในกรณีที่ราคาทะลุผ่านแนวรับ มักจะมีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้จุดต่ำสุดเดิมกลายเป็นจุดต่ำสุดใหม่
4. รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหนจึงจะกลับตัว
เทียบอัตราส่วนการขึ้น-ลง เป็นเปอร์เซนต์ โดยทั่วไปตลาดจะมีการกลับตัวทั้งขึ้นและลงตามสัดส่วนเปอร์เซนต์ของแนวโน้มของช่วงก่อน คุณสามารถวัดอัตราส่วนของการปรับตัวขึ้นหรือลงของแนวโน้มปัจจุบันได้โดยใช้อัตราส่วนชุดหนึ่งที่มีการกำหนดค่าไว้แล้ว เช่น การกลับตัวขึ้นหรือลง 50%ของแนวโน้มก่อน เป็นอัตราพื้นฐานที่ใช้กันบ่อย อัตราส่วนต่ำสุดของการวัดการดีดกลับ คือ 1/3 ของแนวโน้มก่อน และอัตราส่วนสูงสุดคือ 2/3 อัตราส่วนที่สำคัญและควรให้ความสนในก็คือ อัตราส่วน Fibonacci 36% และ 62% ดังนั้น เมื่อตลาดมีการพักในช่วงแนวโน้มขาขึ้น จะมีจุดซื้อคืนจุดแรกเมื่อตลาดปรับตัวลง 33-38% ของจุดสูงสุด
5. ใช้เส้นแนวโน้ม
เส้นแนวโน้มเป็นหนึ่งในเครื่องมือการวิเคราะห์ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมีเพียงขอบเขตที่เส้นแนวโน้มแสดงและจุด 2 ตำแหน่งบนชาร์ต เส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดต่ำสุด 2 จุด ที่อยู่ใกล้กัน และเส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดสูงสุด 2 จุดใกล้กัน ราคาของหุ้นมักจะเคลื่อนเข้าใกล้เส้นแนวโน้มก่อนที่จะเคลื่อนกลับเข้าสู่แนวโน้มของมัน หากราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้ม จะแสดงถึงสัญญาณของการเปลี่ยนแนวโน้ม เส้นแนวโน้มจะมีผลเมื่อราคาเคลื่อนแตะที่เส้น 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย เส้นแนวโน้มที่ลากได้ยิ่งยาว หมายถึง จำนวนครั้งมากขึ้นของการทดสอบเส้นแนวโน้ม และยิ่งทำให้เส้นแนวโน้มมีความสำคัญมากขึ้น
6. ติดตามค่าเฉลี่ย
หมายถึงการเคลื่อนไหวของเส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งจะบอกถึงราคาเป้าหมายที่จะซื้อและขาย เส้นค่าเฉลี่ยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าราคาอยู่ในแนวโน้มเช่นใดและช่วยยืนยันสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม อย่างไรก็ตาม เส้นค่าเฉลี่ยไม่ใช่เครื่องมือที่จะบอกล่วงหน้าว่าแนวโน้มกำลังจะเปลี่ยน รูปแบบของการใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นที่นิยมคือการใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นเพื่อหาจุดซื้อ-ขาย ค่าที่นิยมใช้สำหรับค่าเฉลี่ยที่ใช้คู่กันคือ 5 วันและ10 วัน, 10 วันและ25วัน, 25 วันและ 50 วัน สัญญาณซื้อ-ขายเกิดขึ้นเมื่อเส้นที่มีค่าเฉลี่ยสั้นกว่าตัดกับเส้นที่ยาวกว่า หรือ เมื่อราคาเคลื่อนผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน เนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยต่างๆเป็นดัชนีที่เคลื่อนไปตามแนวโน้ม การใช้เส้นค่าเฉลี่ยจึงเหมาะสำหรับตลาดที่ในช่วงที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน
7. รู้ถึงจุดที่ตลาดกลับตัว
Oscillators (เครื่องมือที่มีตัวเลข ตั้งแต่ 0 ถึง 100) เป็นดัชนีที่ช่วยชี้บอกจุดที่มีการซื้อหรือขายมากเกินไป ในขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยจะช่วยยืนยันว่าตลาดการเปลี่ยนแนวโน้ม Oscillators จะช่วยเตือนล่วงหน้าว่าตลาดเคลื่อนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากเกินไป และทำให้เกิดการกลับตัว Oscillators ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ Relative Strength Index (RSI) และ Stochastics ทั้งสองตัวนี้จัดเป็นเครื่องมือที่เรียกว่า Oscillators เพราะให้ค่าที่อยู่ในช่วง 0 ถึง 100 เมื่อ RSI มีค่าเกิน 70 จะแสดงถึงการซื้อที่มีมากเกินไป (Overbought) และ ต่ำกว่า 30 แสดงถึงการขายมากเกินไป (Oversold) ค่า Overbought และ Oversold สำหรับ Stochastics คือ 80 และ 20 นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ค่า 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับการคำนวณ Stochastics และ 9 หรือ 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับ RSI สัญญาณกลับตัวที่เกิดใน Oscillators จะเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังจะกลับตัว เครื่องมือเหล่านี้ใช้ได้ดีเมื่อตลาดอยู่ในช่วงที่เหมาะกับการเล่นเก็งกำไรและไม่แสดงแนวโน้มที่ชัดเจน สัญญาณในระดับสัปดาห์สามารถนำมาใช้ช่วยในการขจัดสัญญาณหลอกและยืนยันสัญญาณในระดับวัน และใช้สัญญาณระดับวันสำหรับยืนยันสัญญาณในรายนาที
8. มองเห็นสัญญาณเตือน
Moving Average Convergence Divergence (MACD) เป็นดัชนีวัด (พัฒนาโดย Gerald Appel) ที่รวมเอาระบบการตัดผ่านของเส้นค่าเฉลี่ยและการชี้จุด Overbought/Oversold ของ Oscillators ไว้ด้วยกัน สัญญาณซื้อจะเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดขึ้นเหนือเส้นที่ช้ากว่า โดยที่ทั้ง 2 เส้นอยู่ต่ำกว่าศูนย์ สัญญาณขายเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดลงต่ำกว่าเส้นที่ช้ากว่าที่เหนือศูนย์ สัญญาณในระดับสัปดาห์จะมีน้ำหนักและความสำคัญมากกว่าสัญญาณในระดับวัน MACD histogram ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง แสดงถึงส่วนต่างระหว่าง MACD ทั้งสองเส้น สามารถส่งสัญญาณเตือนว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มได้เร็วกว่าอีกด้วย
9. เป็นแนวโน้มหรือไม่เป็นแนวโน้ม
Average Directional Index (ADX) เป็นดัชนีที่จะบอกว่าตลาดอยู่ในช่วงที่มีแนวโน้มหรือไม่ และเป็นตัวช่วยวัดว่าแนวโน้มนั้นอยู่ในระดับใด เส้น ADX ที่ชี้ขี้นแสดงถึงแนวโน้มที่มีความชัดเจนมาก ควรใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการวิเคราะห์ หากเส้น ADX ปรับตัวต่ำลง แสดงถึงตลาดที่ไม่มีแนวโน้มและเหมาะสำหรับเก็งกำไรระยะสั้น ควรใช้ Oscillators ในการวิเคราะห์ การใช้ ADX ช่วยนักลงทุนในการวางแผนกลยุทธ์การลงทุนและในการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับสภาวะตลาด
10. รู้จักการดูสัญญาณเพื่อยืนยันแนวโน้ม
สัญญาณที่ให้การยืนยันรวมถึงปริมาณการซื้อขายและจำนวนการซื้อขายที่มีการลงทุนจากผู้ที่เข้ามาซื้อขายใหม่ (open interest) ทั้ง 2 ตัวนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันแนวโน้มสำหรับตลาดล่วงหน้า ปริมาณการซื้อขายมักจะส่งสัญญาณกลับตัวก่อนที่ราคาจะกลับตัว สิ่งสำคัญคือจะต้องมั่นใจว่ามีปริมาณการซื้อขายอย่างหนาแน่นในทิศทางเดียวกับแนวโน้มปัจจุบัน ในแนวโน้มขาขึ้น ควรมีปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นเพื่อยืนยันว่าแนวโน้มนั้นยังแข็งแรงอยู่ ส่วน open interest ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะช่วยยืนยันว่ามีเงินไหลเข้ามาต่อเนื่องและช่วยหนุนให้แนวโน้มปัจจุบันคงอยู่ หาก open interest ลดลง ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มนั้นใกล้สิ้นสุดลง ดังนั้นราคาที่มีแนวโน้มสูงขึ้นควรจะมีปริมาณซื้อขายและ open interest หนุนอยู่ด้วย
ฝรั่งบุก รอบแรกของปี 2011
SET ไทยที่ขึ้นเอาๆ แบบนี้ได้ คงไม่ใช่เพราะ นักลงทุนอย่างผม หรือ พนักงานบริษัท ผู้เล่นหุ้นหารายได้พิเศษ ทำให้มันกระเตื้องได้เท่าไหร่หรอก
เมื่อวันศุกร์ที่ 01 เมษายน SET ทำ New High ในรอบ 15 ปี ขึ้นไปเป็น สิบจุด ได้เพราะ ฝรั่งซื้อกลุ่มธนาคาร และพลังงานแหลก 8000 กว่าล้านบาท
และเหมือนเดิม รายย่อย ขายสวนไป 10000 กว่าล้าน
รายย่อยไทยมักจะโดดเดี่ยวนะ… เพราะ วันนั้น กองทุนก็ซื้อ prop trade ก็ซื้อ ฝรั่งก็ซื้อ
ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ก็วิ่งเป็นสิบจุด ฝรั่งก็ซื้อแหลก 6000 กว่าล้าน ย่อยก็ขายสวนหมด
ฝรั่ง ชอบ ธนาคาร และพลังงานมาก และหุ้นของกลุ่มพวกนี้ ก็มีผลกับดัชนี SET มากซะด้วย รวมกันสองกลุ่ม น่าจะเกิน 60% ของ SET นะครับ
มันเป็นแบบนั้น… สัญญาณอะไรที่ฝรั่งไล่ซื้อ ที่เกิดขึ้น
ผลสรุปตลาดหลังจบวันพุธ (ถ้าผมจำไม่ผิด) ฝรั่งเปิดสถานะ Long (ซื้อ) เอาไว้กว่า หมื่นสัญญา หรือ พันนี่แหล่ะ ซึ่งถือว่า เยอะมาก
เค้าเห็นว่า SET น่าจะขึ้นรึเปล่า เค้าเลย ถือเอาไว้ เพราะ Long เปิดไว้ หุ้นขึ้นได้ตัง Short เปิดไป หุ้นลงได้ตัง
สองตัวนี้ กลับกันก็เสียตัง
ตราบใดที่ ต่างชาติยังมั่นใจว่า ตลาดของไทย ยังไปได้อีก เค้าก็จะซื้อ ซื้อเพื่อเก็งกำไร เมื่อได้ราคาที่เค้าพอใจเค้าก็ขาย
แล้วถามว่า ฝรั่งซื้อเราเห็นเราทำไง ก็ซื้อตามเพราะเห็นว่า เค้าน่าจะยังซื้ออีก ราคามันน่าจะไปได้อีก
ฝรั่งเห็น ก็ซื้อเพิ่ม แต่ก็ เทขายให้กับ พี่ไทยไปด้วย พี่ไทยก็ได้ของแพงกว่าเมื่อวาน ที่ขายให้เค้าไป
ฝรั่งก็ซื้ออีก ยกไปอีก พี่ไทยก็ตามอีก พอต่างชาติ ขนเงินกลับ เค้าก็ขายให้พี่ไทยนั่นแหล่ะ
ที่ยอดสูงๆ ราคาก็ร่วงลงมา พี่ไทยรับไปที่ยอด ต่างชาติบินกลับ
พี่ไทยก็ซัดกันเอง
เพียงแต่ว่า ช่วงนี้พี่ไทยกลัวแบบนั้นจะเกิดขึ้น เพราะหุ้นมันขึ้นมาแรง ก็เลยเกิดการ เทขายใส่ฝรั่ง
มันเลยออกมาสองแบบ คือ ฝรั่งลากไทยไปติดดอย กับ ไทยขายหมูให้ฝรั่ง
สังเกตุได้ชัดที่ว่า ฝรั่งยกครั้งนึงเค้าจะเลือก ธนาคารสลับกับ พลังงาน
วันนี้ยกธนาคาร พรุ่งนี้ยก พลังงาน สลับๆกันไปน่าเวียนหัว
ลองมาดูกราฟ SET กันว่า ทิศทางตอนนี้ไปทางไหน
ช่วงฝรั่งบุก เป็นช่วงที่ ย่อยไทย ชอบกันมาก ความจริงก็ชอบกันทั้งหมดแหล่ะนะ
เงินมันไหลเข้ามา ให้ใช้จ่า่ยกัน เค้าเข้ามาซื้อของเรา เราก็ต้อง happy สิ
อยู่ที่ว่าเราจะตัดสินใจยังไง
1. ขายให้เค้าซะเลย เอาตัง
2. ให้เค้าซื้อของคนอื่นไปก่อน แล้วรอขายให้เค้า ตอนสูงๆกว่านี้
แต่ใครจะรู้ล่ะว่ามันจะสูงถึงแค่ไหน!!!
อย่างที่บอกหรือรู้กันอยู่แล้วว่า หุ้นเวลาวิ่งก็วิ่งไป เรื่อยๆ พอเหนื่อยก็หยุดพักซะหน่อย
แล้วก็วิ่งต่อ จะวิ่งไปทางไหน เปลี่ยนทางวิ่งหรือยังไง ถ้าวิ่งแล้วก็ต้องพัก
ไอ้ที่วิ่งขึ้นตามรูปข้างบนแล้ว ย่อหล่นลงมา แล้วขึ้นต่อ แบบนั้นแหล่ะเค้าเรียกว่า พัก
อย่างที่นักวิเคราะห์เค้าบอกว่า พักฐาน
ตอนนี้ฝรั่งบุก ก็ควรเกาะ กระแสตัวหุ้นตัวที่ ฝรั่งเค้าเห็นว่า มันดีซื้อ แล้วมันพุ่งพยุง SET เอาไว้
พวก ธนาคารขนาดใหญ่ๆอย่าง BBL, KBANK, SCB หรือพลังงาน แซ่ ปตท. หรือถ่านหินอย่าง บ้านปู พวกนี้แหล่ะครับที่จะถูกยกโดยฝรั่ง
ฝรั่งบุกมาเมื่อไหร่ พี่ไทยก็ happy เมื่อนั้น เหมือนกับว่า เค้ามาเที่ยวบ้านเรา
เค้ามาเที่ยว สีลม ภูเก็ต กระบี่ เราก็ไปเปิดร้านขายปลาหมึก เบียร์ ผัดไทย แถวๆโรงแรมดัีงๆ แถวๆหาดยอดฮิต
เราก็มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไม่ยากแล้ว (กระมัง) ครับ
ความเชื่อกับการเล่นหุ้น
ทุกคนต้องมีความเชื่อ ถูกมั้ยครับ?
ไม่ว่าจะคนดี คนเลว คนมองโลกแง่ดี หรือมองโลกแง่ร้าย ก็ต้องมีความเชื่อ
คนบ้า เค้าไม่อยากพูดกับคนอื่น เค้าก็ต้องมีความเชื่อของเค้า
โปรแกรมเมอร์ จอมอาภัพรัก เปิดบริษัทเอง ก็ต้องเชื่อว่า ซัก(สัก ควรใช้ตัวไหน) วันนึง เค้าจะต้องประสบความสำเร็จกับบริษัทที่เค้าทำ จริงมั้ยเบนท์?
นักฟิสิกส์น้ำเมา ก็ต้องเชื่อว่า วันนึงเค้าจะค้นพบไอเดียใหม่ๆ ที่เป็นนวัตรกรรมชิ้นเอกให้โลกได้รู้และจดจำชื่อของเค้าได้ เค้าจึงเดินทางสายวิชาการ ใช่ป่ะปั๊ก?
มันไม่มีถูกไม่มีผิดหรอกครับ อยู่ที่คนๆนั้น หรือสังคม จะคิดยังไง มุมใครก็มุมมัน ยกเว้นว่า จะเหี้ย!!! อันนี้ต้องประนาม
การลงทุนก็มีเหมือนกันนะครับ ความเชื่อเนี่ยะ
มันแบ่งเป็นสองฝ่าย
พวกเชื่อในพื้นฐานกิจการ คือเรียกว่า VI หรือ Value Investor
กับพวกที่เชื่อในเชิงเทคนิค คือเรียกว่า TA หรือ Technical Analysis
พวกนี้ต่างกัน
VI จะเชื่อว่า พื้นฐานของกิจการจะเป็นตัวบอกมูลค่าของหุ้น เช่น IVL ต้องขึ้นเพราะมีทรัพย์สินของบริษัทสูง และ ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ อีกทั้ง กำไรน่าจะดีจากส่วนต่างต้นทุนกับกำไรที่ได้จากการทำธุรกิจ ผลก็คือ IVL วิ่งเป็นจ้าวเข้าที่ราคาพุ่ง 600% ในเวลาไม่ถึงปี
TA จะเชื่อว่า ราคาและข้อมูลทางสถิติ จะเป็นตัวบอกอยู่แล้วว่า มูลค่าของกิจการจะเป็นยังไง ไม่งั้น ราคาคงไม่ขึ้น มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่ เช่น UKEM ขึ้น 60% ในเวลาแค่ 3 วัน พอมองกลับไปก็พบว่า อ๋อเพราะไอ้เจ้าวัตถุดิบ ไอโซเว่น(มันคือไรก็ไม่รู้ แต่รู้ว่า เอาไว้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมอะไรซักอย่าง) มันขาดตลาด แล้ว UKEM เป็นบริษัทใหม่เพิ่งเกิด กลัวว่าจะไปไม่รอด เลย stock ไอ้นี่ไว้ซะเยอะ พอขาดตลาด มันก็เลย มีเยอะน่าจะ ขายโก่งราคาเก็งกำไรได้เยอะ TA เรียกว่า พวกเก็งกำไร Speculator ก็ได้นะครับ
ต่างคนต่างเชื่อไม่ผิด ปล. ผมยกตัวอย่าง ต่างกัน 10 เท่าไม่ใช่เชียร์ VI นะครับเพราะส่วนตัวผมมองว่า มันต้องประกอบกันทั้งสองอย่าง แต่ผมตอนนี้เป็น เม่า TA ครับ เม่าทำไม เดี๋ยวไว้เล่าให้ฟัง
เพียงแต่ว่า ขอแค่ทำเงินได้ก็พอแล้วครับจริงมั้ย?
นึกย้อนไปก็นึกถึง สตีฟ จ๊อบ กับ บิลเกต
จ๊อบ ชอบคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆให้โลกได้ว๊าวววววว แต่ เกต กับเก็งกำไร หาโอกาสทางธุรกิจ
สุดท้ายวัดกันที่เงิน เกต ชนะ
แต่ถ้าวัดกันที่เกียรติความเท่ห์ จ๊อบ ชนะเพราะเจ๋งง่ะ!!!
เพียงแต่ สุดท้าย จ๊อบ สร้างบรรทัดฐานให้เทคโนโลยีโลก เช่น MAC OSX หรือ iPhone Multi-Touch
แต่เกต บริจาคทรัพย์สิน 90% มั้ง! ให้องค์กรการกุศลของเค้าที่ตั้งขึ้น
โลกก็ได้ ดีทั้งคู่แหล่ะ
ผมเชื่อใน TA แต่อนาคตจะหา VI มาประดับความรู้ครับ
เพราะผมเชื่อว่า ตอนนี้เงินผมน้อย… ผมต้องทำกำไรให้ได้มากที่สุดเพื่อเพิ่มต้นทุน
ดังนั้นผมจึงเก็งกำไร กับราคาหุ้น ส่วนต่างของราคา
ผมจึงทุ่มไปที่กราฟ ในตอนนี้ แล้วถ้าเริ่มอยู่ตัว จะมองไปที่พื้นฐานของกิจการ
ทำไมผมจึงคิดเช่นนั้น
ก็เพราะ ถ้าผมเก็งกำไรได้วันละ 3% เดือนนึงเล่นหุ้นได้ประมาณ 20 วัน
สมมติผมได้กำไร จากวันนี้ 3000 บาท จากเงินต้น 100000 บาทของผม
วันพรุ่งนี้เงินต้นผมมี เท่าไหร่ครับ 103000 ถูกต้องครับ เก่งมาก
ผมก็เก็งต่อได้อีก 3% สรุป สองวันผมมีเงินต้นเท่าไหร่ครับ 106030 บาทใช่มั้ยครับ?
ซักประมาณ 1 เดือน คือ 20 วันผมได้เท่าไหร่ครับ ประมาณ 100% ของเงิน แสนใช่มั้ยครับ? ลองคิดดูนะ ผมคร่าวๆ
แต่ว่ายิ่งเงินเยอะ ก็ยิ่งเสี่ยง ทำไมเป็นงั้น
อ่านบทความข้างหน้าต่อไปเรื่อยๆ จะรู้เอง(ถ้าไม่ลืมเขียนนะครับ) ฮาาาาาา
ฉะนั้นผมถึงบอกว่า ต่อไปจะนำ VI มาประกอบ เมื่อผมได้เงินต้นที่มากพอ
ซื้อ-ขาย หุ้น
ผมนั่งอ่านหนังสือ คัมภีร์หุ้น เล่ม 1 ของ โสภณ ด่านศิริกุล เค้าบอกว่า การซื้อ หุ้นก็เหมือนเราซื้อกิจการ
เราอยากเปิดร้านขายของแห้งเล็กๆ ถ้าเด็กศิลปากร ก็นึกถึง ร้านวิภา แถวๆอาร์ตนะครับ
แต่เราไม่มีเงินซื้อ ทำเลที่ขาย หรือไม่มีเงิน ซื้อของมาขาย เราก็ซื้อ 7-11 ซะสิ แต่ว่าจะเปิด 7-11 ได้ก็ใช้เงินอีกแล้วทำไมเราไม่ซื้อ กิจการ 7-11 ทางอ้อมล่ะ ก็ซื้อหุ้น CPALL ซะเลย
ง่ายดีมั้ยครับ เท่านี้เราก็เหมือนเป็นเจ้าของกิจการแล้ว
ในตลาดหุ้น บริษัทเข้ามาก็เพราะอยากได้เงินเพิ่มทุนเพื่อเอาไป ลงทุนขยายกิจการ ใครจะมีเงินเก็บเป็น แสนๆล้านได้ หรือขายอะไรได้เป็นแสนๆล้านด้วยตัวคนเดียว คงไม่มี ก็ต้องระดมเงินทุนเพื่อ เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจตัวเอง
เค้าเลยเข้ามาตลาดทุน เพื่อขายหุ้นให้กับ คนที่สนใจในกิจการเค้า แล้วเค้าก็เอาเงินที่ได้มาจากการแลกหุ้น ไปลงทุนเพิ่ม
ถ้ากิจการไปได้สวย หุ้นตัวนี้ก็จะมีคนสนใจมาก ได้กำไรปีละเป็น 100% เนี่ยะ เท่ากับว่า บริษัทลงทุนไป 100 บาท สิ้นปี ได้มา 200 บาท ใครจะไม่สนใจบ้างครับ
ก็เท่านั้น คนก็เลยต้องการซื้อมากขึ้น ราคาหุ้นที่เมื่อปีที่แล้วขายที่ 1 บาท เลยเพิ่มเป็น 2 บาท เพราะอะไร
ก็เพราะว่า คนอยากซื้อ 2 คน แต่มีหุ้นเดียว แถมแยกหุ้นออกเป็น 2 ส่วน ไม่ได้ด้วย ก็เลยต้องขายให้กับคนที่ให้ราคาสูงกว่า
นาย A ให้ 1 บาท แต่นาง B ให้ 2 บาท ถ้าคุณมีหุ้นตัวนี้อยู่ 1 หุ้น คุณจะขายให้ใคร
ถ้าให้นาย A เพราะเห็นเป็นเพื่อนกันมานานก็สุดแต่จะแสดงน้ำใจครับ
แต่เป็นผม ให้นาง B นะครับ ได้กำไร 100%
มันเป็นหลักของ ความต้องการซื้อ และ ขาย
ในตลาดก็จะเห็น Bid-Offer
แล้วแบบนี้ ผมมีเงิน จะซื้อหุ้น ผมจะซื้อยังไง ตั้งราคาซื้อใช่มั้ย?
ก็ใช่ครับ สมมติราคาหุ้น CPALL ตอนนี้ที่ 40.00 บาทคือราคาล่าสุดที่มีการซื้อ-ขาย กันเมื่อวาน
วันนี้เปิดตลาดมาก็มีคนเสนอซื้อ-ขายแบบนี้
Bid 40.00 – Offer 40.25
มีคนเสนอซื้อเข้าคิวที่ 40.00 บาท และมีคนเข้าคิวต้องการขาย ที่ 40.25 บาท
ถ้าคุณอยากได้หุ้น คุณไปเข้าคิวที่ 40.00 บาท ไปต่อแถวเข้าซื้อ
เหมือนซื้อ iPhone ตอนออกใหม่ๆน่ะครับ จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ ติ๊ต่างว่า 20000 บาท
ไปเข้าคิวจองที่มาบุญครอง พอไปถึง คนรอต่อคิวมาแล้ว 1000 คน แต่ร้านนี้มีแค่ 100 เครื่อง
ถ้าคุณเป็นคนขาย คุณจะขาย เครื่องละ 20000 บาท หรือคุณจะบอกว่า เอ้าใครให้ราคามากกว่านี้ แซงคิวขึ้นมาได้เลย!!!
เป็นผมอยากได้ มีตัง หล่อ และไม่อยากยืนรอ ก็เดิมไปด้านหน้าและควักให้เค้า 25000 บาท แล้วรับเครื่อง เพราะ ถ้ามี 100 เครื่อง รอเข้าคิวตามราคา 20000 คงไม่ได้แน่
เช่นเดียวกัน ถ้า iPhone4 ออกมา แล้วคนเข้าคิวรอ 1000 คน ราคา 20000 บาท แต่ iPhone3 ไม่มีคนเข้าคิวรอเลย เพราะคนอยากได้ของใหม่มาก
คุณไปซื้อ iPhone3 ก็ได้เลยครับที่ราคาซัก 10000 บาท พ่อค้าขาดทุนไป 10000 บาทเพราะสั่งมาแล้วไม่มีคนซื้อ
ครั้นจะขายเท่าราคาทุนเท่า iPhone4 ก็กลัวจะไม่มีคนซื้อเลย เพราะเก่ากว่า แถมถ้าปล่อยเวลานานไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นขยะอีก ก็เลยลดราคาซะ
ซึ่งตอนนั้นอาจจะยังไม่มีคนซื้อก็ได้ iPhone3 เนี่ยะ เพราะเพิ่มเงินอีกเท่าตัว แต่เจ๋งกว่าเยอะ(สมมตินะ ไม่มี iPhone เลยไม่รู้)
คุณก็เลย ไปที่ร้านบอก ขอ 5000 ได้มั้ย พ่อค้าอาจจะ ไล่กลับมาในวันแรก
แต่วันที่สองก็ถามอีก สามถามอีก จน ครึ่งปี iPhone5 จะออกแล้ว คุณไปถามอีก แต่คราวนี้เล่นตัวหน่อย บอกขอ 3000 พอ
พ่อค้า ยิ้มให้และรีบขายทันที เพราะมันจะตกรุ่นไปไกลแล้ว
นั่นแหล่ะครับ ก็เหมือนกัน ถ้า CPALL ตอนนั้น คนชอบ อยากได้เพราะตอนนั้น 7-11 เอา โดม-ปกรณ์ลัม มายืนขายที่เคาเตอร์ คนอาจจะอยากซื้อของเยอะ กำไรน่าจะดี
พอกำไรน่าจะดี คนก็เลย อยากได้หุ้น CPALL เยอะ เพราะคงได้ปันผลสูง จากกำไรที่เพิ่มขึ้น
ก็เลยมีหนุ่มรูปงาม บ้านรวย มาซื้อหุ้นที่ 40.25 เพราะขี้เกียจรอต่อคิวที่ 40.00 ทีนี้
ราคาก็จะเป็น
Bid 40.25 – Offer 40.50 แล้วเพราะ คนที่มี CPALL อยู่เห็นว่า 40.25 ยังไงก็มีคนซื้อแน่ๆ งั้นเพิ่มอีกหน่อยดีกว่า
ก็เท่านี้ครับ มันมีแค่นั้นจริงๆ
เปิดมุมมอง เริ่มต้นใหม่
ห่างหายไปนานมาก คิดถึงจริงๆกับการเขียนบล็อก ความจริงผมเป็นคนชอบพูด และก็ชอบเสนอไอเดีย จะภูมิใจมากถ้ามีแค่คนรับฟังไอเดียที่ผมเสนอ จะด่า ต่อว่า อะไรก็อยู่บนเหตุผลมาถกเถียงกันก็ยินดีเสมอ
แต่โดยนิสัยเป็นคน ขี้เกียจ ไม่ค่อยมีวินัย ชอบการเปลี่ยนแปลง(งงมั้ยครับ ก็คือ หาอะไรใหม่ๆ ให้มันตื่นเต้น) แต่ก็ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงที่ขัดใจตัวเองเท่าไหร่
ที่พูดมาคือจะบอกว่า ผมได้เรียนรู้บางอย่างเพิ่มเติมให้กับชีวิตครับ มันก็คือการลงทุนทางหลักทรัพย์
ผมขอสัมภาษณ์ตัวเองนิดนึงนะครับ
ทำไมถึงสนใจด้านนี้
ผลตอบแทนของการลงทุนด้านนี้ มหาศาลครับ
แล้วไม่กลัวหรอ การเล่นหุ้น
กลัวครับ กลัวขาดทุนอยู่แล้ว ยิ่งทุกคนแนะนำว่า เล่นหุ้นต้องใช้ เงินเย็น คือ เงินก้อนที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้จ่ายอะไร ปล่อยมันเอาไว้ได้ซักระยะ ยาวๆ แล้วไอ้เงินเย็นที่ว่าของผมก็คือ เงินเก็บทั้งชีวิต (แม้ว่าตัวเองจะเก็บเงินไม่ค่อยเก่ง)
ถ้าทำเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตให้ ร่อยหรอ ลงไปก็คงเสียใจไม่น้อย เพียงแต่ว่า ถ้าไม่ทำอะไรกับมัน บอกว่าฝากธนาคารเอาไว้ มูลค่าของมันก็ลดลงอยู่ดี ลองคิดดู ถ้านึกย้อนไปตอนไข่แพงๆ กินข้าวกระเพาะหมูสับ เพิ่ม ไข่ จากฟองละ 5-7 บาท ตอนนี้เป็น 10 บาท แล้วก็มี เท่ากับ เงินมันมีมูลค่าลดลงไปหลายเปอร์เซ็นต์เลยนะครับ
ไอ้ที่รัฐบาลบอกว่า เงินเฟ้อ 2% น่ะ ลองคิดในชีวิตจริงดูนะครับว่า เฟ้อจริงๆเท่าไหร่ น้ำมันขึ้นราคา เติม 1000 บาท เมื่อก่อนได้กี่ลิตร แล้วตอนนี้ได้กี่ลิตร ผมคำนวนคร่าวๆ ช่วงที่น้ำมันดีดขึ้นมา ผมเติม แก๊สโซฮอล 95 1000 บาท ครั้งนึกได้ประมาณ 29 ลิตร แล้วตอนนี้อยู่ที่ 27 ลิตร ตีซะว่า 34 บาทต่อลิตร หายไป 2 ลิตร เงินผมมูลค่าลดลงไป ตั้ง 70 บาท เท่ากับ 7% ภายใน 1-2 เดือนเงินเฟ้อตั้ง 7% แหน่ะ
ไม่อยากจะนับ น้ำมันปาล์ม ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม ราคายาง หรือ อย่างอื่นนะครับ
ดังนั้นผมก็เลยอยากเพิ่มจำนวนเงินให้เพิ่มมากขึ้น พูดง่ายๆอยากรวยครับ ก็เลยต้องเผชิญหน้ากับความกลัวนี้ และพยายามหาทางเอาชนะมัน
แล้วไม่กลัวขาดทุนหรอ เจ๊งหมดตัว
กลัวครับ แต่ผมมองว่า บางคนทำไมรวย ปี 2010 ตลาดหุ้นไทย ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 100% เพราะอะไร หุ้น IVL ขึ้นไป 600% ภายใน 9 เดือน ทำไมเราไม่เกาะตรงนี้ ทำไมมีคนเจ๊งมาก แล้วทำไมก็มีคนรวยมาก
คนนึงเสียเงินให้ตลาดไป เป็นแสน เป็นล้าน แล้วเงินหายไปไหน ก็ต้องไปอยู่ที่ใครซักคน ทำไมเราไม่เป็นคนกลุ่มนั้นที่ได้เงิน ผมเลยต้องหาทางให้ ตัวเองเล่นหุ้นแล้วไม่เจ๊ง ครับ ต้องเป็นคนส่วนน้อยให้ได้
แล้วจะทำยังไงถึงจะ รวยหุ้นได้
ก็ต้องศึกษาสิครับ ผมพยายามศึกษาอยู่
แล้วพร้อมรึยัง
ยังครับ รู้ตัวว่ายังไม่พร้อม แม้จะได้กำไรแต่ไม่เรียกว่า รวยแบบยั่งยืน ทำกำไรได้ 20% ใน 3 วันผมไม่ถือว่ารวยหรอกครับ หรือประสบความสำเร็จหรอกครับ เพราะทำไม่ได้ทุกครั้ง ถ้าผมบอกตัวเองว่า ประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ ผมมองตลาดออก แล้วรู้ว่า การลงทุนแต่ละครั้งของผม ผมไปถูกทาง คือ ทำเงินให้ผมได้
แล้วจะทำยังไง
ก็ต้องศึกษาต่อไปเรื่อยๆ ไงล่ะครับ แล้วก็ดูตัวเองว่า ทำอะไรลงไปบ้าง สำเร็จเพราะอะไร แล้วล้มเหลวเพราะอะไร แล้วก็ดูว่า แก้ไขยังไงดี แล้วก็ทำตามนั้น
แล้วทำรึยัง
กำลังทำนี่ไงครับ!!!!
